Posted on

ของรางวัลหมวดของแต่งบ้านและปรับปรุงบ้าน

รายการของรางวัลแลกแต้มสะสมในหมวดของแต่งบ้านและปรับปรุงบ้าน

เงื่อนไขรางวัล

1.แลกรับเมื่อสะสมครบ ………… แต้ม หรือเท่ากับ Line Reward Card ……. แสตมป์

2.รางวัลนี้แลกได้ถึง………………หรือจนกว่ารางวัลหมด (ยืนยันรางวัลกับแอดมินก่อนแลก)

3.จัดส่งภายในประเทศตามที่อยู่ที่ลงทะเบียน

เงื่อนไขบัตรของขวั

1.สามารถใช้ชำระค่าสินค้าที่อยู่ในห้างเซ็นทรัล เซน มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ ซูเปอร์สปอร์ต โฮมเวิร์ค และบีทูเอส ที่ตั้งในห้างฯ

2.ขอสงวนสิทธิ์ชดเชยความเสียหายกรณีบัตรชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบัตร รวมถึงกรณีบัตรสูญหาย

3 สามารถทอนเป็นเงินสดได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าบัตรที่ห้างฯ และร้านค้ารับบัตรของขวัญ

แลกรางวั

Posted on

ของรางวัลหมวดบัตรของขวัญและคูปอง

รายการของรางวัลในหมวดบัตรของขวัญและคูปองสิทธิพิเศษ

เงื่อนไขรางวัล

1.แลกรับเมื่อสะสมครบ ………… แต้ม หรือเท่ากับ Line Reward Card ……. แสตมป์

2.รางวัลนี้แลกได้ถึง………………หรือจนกว่ารางวัลหมด (ยืนยันรางวัลกับแอดมินก่อนแลก)

3.จัดส่งภายในประเทศตามที่อยู่ที่ลงทะเบียน

เงื่อนไขบัตรของขวั

1.สามารถใช้ชำระค่าสินค้าที่อยู่ในห้างเซ็นทรัล เซน มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ ซูเปอร์สปอร์ต โฮมเวิร์ค และบีทูเอส ที่ตั้งในห้างฯ

2.ขอสงวนสิทธิ์ชดเชยความเสียหายกรณีบัตรชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบัตร รวมถึงกรณีบัตรสูญหาย

3 สามารถทอนเป็นเงินสดได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าบัตรที่ห้างฯ และร้านค้ารับบัตรของขวัญ

แลกรางวั

เงื่อนไขรางวัล

1.แลกรับเมื่อสะสมครบ ………… แต้ม หรือเท่ากับ Line Reward Card ……. แสตมป์

2.รางวัลนี้แลกได้ถึง………………หรือจนกว่ารางวัลหมด (ยืนยันรางวัลกับแอดมินก่อนแลก)

3.จัดส่งภายในประเทศตามที่อยู่ที่ลงทะเบียน

เงื่อนไขบัตรของขวั

1.สามารถใช้ชำระค่าสินค้าที่อยู่ในห้างเซ็นทรัล เซน มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ ซูเปอร์สปอร์ต โฮมเวิร์ค และบีทูเอส ที่ตั้งในห้างฯ

2.ขอสงวนสิทธิ์ชดเชยความเสียหายกรณีบัตรชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบัตร รวมถึงกรณีบัตรสูญหาย

3 สามารถทอนเป็นเงินสดได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าบัตรที่ห้างฯ และร้านค้ารับบัตรของขวัญ

แลกรางวั

Posted on

เมื่อผิวเตือนคุณ ต้องบำรุงแล้วล่ะ!

ปลดล็อกความจำเจด้วยบริการท่องเที่ยว เลือกบริการที่ LivingClick

อาการ “ผิวแห้ง” เป็นผลมาจากครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในผิวหนังจะระเหยไปตามธรรมชาติผ่านผิวหนังของเราทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดมาจาก

อายุมากขึ้น ฮอร์โมน และต่อมไขมันก็จะทำงานถดถอยลง ทำให้ผิวของเรายิ่งแห้งเร็ว และง่ายขึ้น
นอกจากสภาพอากาศที่หนาว และลมเย็น ที่ทำให้ผิวแห้งแล้ว สภาพอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเราก็มีผลที่ทำให้ผิวแห้งได้เหมือนกัน
การอาบน้ำบ่อยๆ โดยใช้น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ ก็มีส่วนทำให้ความชุ่มชื่นในผิวหนังถูกชะล้างไปพร้อมกับการอาบน้ำ ยิ่งบางคนชอบขัดผิว หรือแช่น้ำร้อนบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทำให้ผิวแห้ง ชั้นหนังกำพร้าอ่อนแอมากขึ้น ผิวจึงไม่เต่งตึง ขาดความชุ่มชื้น
รู้ได้ยังไงว่าผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือน?

– บริเวณผิวหน้า หากส่องกระจกแล้วเห็นว่าผิวดูไม่มีน้ำมีนวล ลอกเป็นขุย ก็ถึงเวลาบำรุงได้แล้วล่ะ

– บริเวณแขนกับขา หากลองใช้เล็บ หรือของใช้ เช่น ปากกา กุญแจ ข่วนที่ผิวแล้วเป็นรอยเส้นสีขาวขึ้นมา แสดงว่าผิวของคุณเริ่มแห้งเต็มที่

– บริเวณขาหนีบ หรือข้อพับต่างๆ หากมีอาการแสบๆ คันๆ แสดงว่า ผิวบริเวณนั้นไม่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ จะทำให้ผิวเสียดสีกัน จนเกิดเป็นแผลได้

– บริเวณลำตัว ส่วนมากไม่ค่อยพบปัญหาสักเท่าไหร่ แต่ทางที่ดีก็ควรบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

แล้วจะบำรุงผิวยังไงดีละ?

บำรุงผิวทุกครั้ง หลังอาบน้ำเสร็จ ก่อนนอน และก่อนออกจากบ้าน

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้โลชั่น หรือออยล์บำรุงผิวทันที เพราะหลังจากเราอาบน้ำเสร็จ ชั้นผิวหนังเก่าๆ จะถูกขัดออกไป ทำให้รูขุมขนสามารถซึบซับสารบำรุงต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น

ไม่ควรลืมบำรุงผิวก่อนนอน ช่วงเวลาที่เราหลับใหลนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผิวได้พักผ่อน ซ่อมแซม และบำรุง ถ้าเราทาครีม โลชั่น หรือเซรั่มก่อนนอนแล้ว ครีมพวกนี้ก็จะเข้าไปช่วยเสริม และบำรุงผิวได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับสาวๆ ที่ขี้เกียจบำรุงผิวก่อนออกจากบ้าน เพราะเช้านั้นตื่นสายและเร่งรีบ ให้จำไว้ว่า เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปข้างนอก เราจะต้องพบกับมลภาวะต่างๆ มากมายที่จ้องทำร้ายผิว ทั้งรังสียูวีจากแสงแดด ฝุ่น ควันพิษ ฯลฯ ดังนั้น การเสียเวลาบำรุงผิวเพียงไม่กี่นาทีก่อนออกจากบ้าน จะช่วยปกป้องผิวให้สวยได้ยาวนาน ที่สำคัญ! ควรเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของสารกันแดด หรือครีมกันแดด เป็นต้น

ผิวไม่แจ่มเพราะตากแอร์
สาวๆ ที่นั่งเรียนหนังสือ หรือทำงานออฟฟิส อย่ามองข้าม! แอร์เย็นฉ่ำนี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ใครที่อยู่ห้องแอร์นานๆ แล้วละก็ อย่าลืมทาโลชั่น บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี น้ำมันธรรมชาติอย่าง อัลมอนด์ออยล์ หรือโจโจ้บาร์ออยล์ ลูบไล้ให้ทั่วบริเวณแขน ขา และตามข้อพับในส่วนต่าง ๆ ให้ทั่วนะคะ

เปลี่ยนวิธีบำรุงผิวแบบอื่นบ้างเป็นครั้งคราว
วิธีเหล่านี้นานๆ ครั้งทำทีก็ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะไป อบผิว ซาวน์น่า พอกโยเกิร์ต หรือแช่น้ำนม วิธีเหล่านี้อาจดูเสียเงิน และเสียเวลา แต่บางวิธีก็ช่วยบำรุงผิวได้เหมือนกัน เช่น การอบซาวน์น่า จะทำให้ผิวของเราได้ขับเหงื่อออกมา ทำให้ผิวสดชื่น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือการขัดผิวด้วยเกลือ เพียงเดือนละครั้ง สองครั้งก็พอแล้ว

มาส์กหน้า

ใน 1 อาทิตย์ ควรมาส์กหน้าบ้างอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้า (ถ้าจะมาส์กหน้านอนทิ้งไว้ ควรใช้ overnight mask โดยเฉพาะ)

อย่าลืมลบเครื่องสำอาง และใช้โทนเนอร์ปรับสภาพผิว
สาวๆ ส่วนใหญ่ชอบลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีสูตรออกมามากมาย ทั้งแบบกันน้ำ หรือมีส่วนผสมหลายอย่าง เลยไม่รู้ว่าแค่การล้างหน้าอย่างเดียวจะเอาอยู่หรือเปล่า ดังนั้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางก่อนทุกครั้ง หรือบางคนไม่ได้แต่งหน้า ก็อย่าละเลย หลังล้างหน้าเสร็จ ควรใช้โทนเนอร์เช็ดปรับสภาพผิวอีกที เพื่อความสะอาดของผิวหน้าคุณ

ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ
ดื่มน้ำ 2-3 ลิตรต่อวัน ก็สามารถช่วยดูแลผิวได้ดีทีเดียว ควรปรับนิสัยในเรื่องการดื่มน้ำให้ชิน จากการวิจัยต่างๆ พบว่าน้ำสามารถเข้าไปช่วยเติมเต็ม ซ่อมแซมผิวหนังได้ ความชุ่มชื้นที่ดีจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้ผิวมีสุขภาพดี ก่อนนอนลองดื่มน้ำอุ่นสักแก้วก็ดีเหมือนกันนะ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย คือ วิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีสุขภาพดีขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้โดยไม่เสียเงินซักบาท ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อขับของเสียออกจากเหงื่อ และขับสารพิษออกตามผิวหนัง นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังเป็นการนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ยิ่งร่างกายได้รับออกซิเจนมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้มากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายจึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดี ทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

This is the heading

Do you know the Elementor image box height? Offering the best image box wordpress plugin.

This is the heading

Offering the Elementor image box with button. We are offering image box carousel elementor

This is the heading

Do you know how to add image box in WordPress website with elementary. Download Elementskit.
Posted on

7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว

7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว

 

1. แบงค์ 50 ห้ามใช้
ซื้อของแม่ค้าทอนเงินมาเป็นแบงค์ 50 เมื่อไหร่ จงท่องไว้เลยไว้ ห้ามใช้ !! ลองเก็บดูซัก1เดือน แล้วมานับ จะเก็บได้หลายพันอย่างไม่น่าเชื่อเลยแหละค่ะ
2. เก็บเข้ากระปุกออมสินเท่ากับข้าวกลางวันทุกมื้อ
ข้าวกลางวันออกไปทานข้างนอก ใช้เงินไปจำนวนกี่บาท ให้เก็บเงินหยอดกระปุกออมสินกลับไปเท่านั้น ห้ามมีข้ออ้างเก็บน้อยกว่าเด็ดขาด หลายคนอาจจะคิดว่าจำนวนไม่เยอะหรอก แต่ครบเดือนลองมานับดูซิ แล้วคุณจะอึ้ง!!!!!!!!!!!!
3. เก็บแบงค์ใหม่ ใช้แบงค์เก่า
หากเจอแบงค์ใหม่แบบไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน  ให้จัดการเก็บไว้เลย แต่ถ้าเจอแบงค์ใหญ่ๆอย่าง 500 หรือ 1000 เก็บไม่ได้จริงๆ ต้องใช้ ก็เริ่มจากแบงค์เล็กอย่าง แบงค์ 20 หรือ 100 ก่อนก็ได้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการออมเงิน
4.แบ่งเงินใส่ถุง
วิธีนี้หลายคนน่าจะเคยเห็น และมันเป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆ !! จะทำให้เรารู้ลิมิตการใช้เงินในแต่ละวัน และวางแผนล่วงหน้า แบบปลายเดือนไม่มีทางช๊อตแน่นอนค่ะ
5. แยกกระปุก
ถ้าเป็นคุณคนชอบเที่ยวแนะนำวิธีนี้เลย มีหลายๆกระปุกแล้วแปะป้ายชื่อ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เชียงใหม่ ภูเก็ต รับรอง พอถึงเวลาไปเที่ยว เรามีเงินพอ โดยไม่ต้องไปรบกวนเงินเดือนนั้นๆแน่นอนค่ะ
6.เก็บเหรียญ แต่ละวันเหลือเหรียญกี่บาทหยอดออมสินให้หมด 
การเก็บเงินเหรีญอาจต้องใช้กระปุกใหญ่หน่อย เพราะเงินเหรียญที่เหลือใช้ในแต่ละวัน เยอะมากๆ เพียงเดือนเดียวคุณอาจเก็บได้ถึงพันบาทเชียวนะค่ะ
7. หักเศษเงินเดือน
สมมุติได้เงินเดือน 19,700 บาท ลองหัก 700 บาทออกมาเก็บไว้ดูซิ เป็นฤกษ์งามยามดี เริ่มต้นของการเก็บเงินวันแรกของเดือน
วันนี้เราก็มาแนะนำวิธีการเก็บเงินแบบง่ายๆที่ทำได้จริงถึง 7 วิธี !
ส่วนชาวLivingclick คลับ คนไหน มีวิธีการเก็บเงินแบบแปลก ก็มาแชร์กันบ้างนะค่ะ…
ขอบคุณข้อมูลจาก
cosmenet.in.th
ขอบคุณรูปภาพจาก
www.pantip.com

 

Posted on

เคล็ดลับออมเงินให้รวย

เงินเป็นสิ่งที่หายาก แต่ถ้าเรารู้จักการเก็บออม ในยามฉุกเฉิน ก็จะไม่ต้องลำบากลำบนไปกู้หนี้ยืมสินให้ชีวิตมีภาระการออมเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติให้สม่ำเสมอ ควรปลูกฝังการประหยัดเงินตั้งแต่อายุน้อย ลองมาดูทริคเด็ดๆ การออมเงินแบบง่ายๆ ให้ชาวLivingclubได้มี เพื่ออนาคตค่ะ

ออมเงิน

 

 

  1. ซื้อกระปุกออมสินมาวางไว้ในที่ที่คุณคุ้นเคย เช่น โต๊ะทำงาน บนหัวเตียง เลือกเอาที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเป็นการฝึกนิสัยการออม โดยจะได้ไม่ลืมใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยและหยอดออมสินทุกครั้งที่มีเงินเหลือ
  2. ทำแบบบันทึกรายรับรายจ่าย พกสมุดเล่มเล็กๆเอาไว้ หรือถ้าจะให้ทันสมัยหน่อยก็บันทึกในสมาร์ทโฟนเอาก็ได้
  3. หางานพิเศษ นอกเหนือจากรายได้ประจำ เพิ่มรายได้เพื่อนำมาเก็บออม วิธีนี้เหมาะที่สุดสำหรับนักศึกษาทั้งที่เรียนอยู่และจบทำงานแล้ว
  4. ท่องคำว่า “ความจำเป็น” กับ “อยากได้” เพราะของทุกอย่างล้วนมีระดับความจำเป็นไม่เท่ากัน ถ้าซื้อของเพียงแค่เพราะอยากได้ รับรองว่า กระเป๋าคุณฟีบอย่างแน่นอน
  5. เอาเงินไปฝากธนาคารแบบฝากประจำ อันนี้เป็นวิธีที่หลายคนนิยมปลอดภัยสุดๆเมื่อเม็ดเงินของคุณถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
  6. อย่าหลงคำโฆษณา เห็นแล้วดีแบบโน้นแบบนี้ ถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ก็ยิ่งสูญเปล่า
  7. ซื้อของลดราคา อย่างน้อยก็ประหยัดไปได้กว่าครึ่ง
  8. เรียนรู้กับหลักดำเนินชีวิตที่ในปัจจุบันกำลังนิยมมากคือ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในข้อนี้สำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ในหลวงของเราทรงย้ำเตือนคนไทยมากว่าหลายปี เป็นสิ่งที่ทุกคนควรอย่างยิ่งที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

 

Posted on

12ราศีกับธาตุ4ในที่ทำงาน

12ราศีกับธาตุ4ในที่ทำงาน

 

 12ราศี

 

นอกจากจะมีธาตุทั้ง 4 ของคนทั้ง 12 ราศีแล้ว (ประกอบไปด้วยธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม และธาตุไฟ ) ก็ยังมี “ธาตุทั้ง 4 ของที่ทำงาน” อีกด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมงานของชาวLivingciving โดยวิธีการสำรวจธาตุของที่ทำงานของคุณคือ ลองดูๆ ว่าเพื่อนร่วมงานคุณดูว่าเกิดในช่วงราศีใดกันบ้าง ตรงกับธาตุอะไรเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลในการสำรวจ เพราะเนื่องจากบรรยากาศที่ทำงานนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของบุคลิกตามราศีของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะช่วยให้เราได้รู้ถึงจัดเด่นที่จะเป็นโอกาสอันดี และจุดด้อยที่คอยเป็นปัญหาให้กับเรา ถ้าจับจุดได้ละก็คุณก็จะทำงานได้ราบรื่นขึ้นแน่ค่ะ

 

 ออฟฟิศธาตุดิน

▪ ราศีของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ได้แก่
– ราศีมังกร (15 มกราคม ถึง 12 กุมภาพันธ์)
– ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม ถึง 14 มิถุนายน)
– ราศีกันย์ (17 กันยายน ถึง 16 ตุลาคม)

▪ ลักษณะเด่นของที่ทำงาน คือ มีการจัดการดีเยี่ยม และเป็นระบบชอบลงมือทำ เชื่อใจได้

▪ ข้อดี คือ คนกลุ่มนี้เก่งกาจในด้านการจัดการงานให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา และตรงตามงบประมาณที่ตั้งไว้ ยืดมั่นในสิ่งที่จับต้องได้ สามารถตรวจสอบได้ และวัดผลได้ ที่สำคัญคือต้องนำมาซึ่งผลประโยชน์และกำไร และทุกคนในกลุ่มนี้ ส่วนมากจะมีความชำนาญในเรื่องการเงิน และก็ยอมทำงานหนักเพื่อเงิน เพื่อรายได้ที่คุ้มค่า

 

▪ ข้อเสีย คือ การทำงานคนกลุ่มธาตุดินมักจะเป็นไปตามระเบียบวิธีที่วางไว้ตรงเป๊ะ ทำให้ดูจำเจ น่าเบื่อ และถ้าจะให้เปลี่ยนแปลง หรือ เริ่มอะไรใหม่ๆ แล้วละก็ ทำได้ยากสุดๆ เว้นแต่ว่าระบบระเบียบ หรือ อุปกรณ์เดิมที่ใช้อยู่มานั้น เกิดเสื่อมสภาพ เสียจนใช้ไม่ได้แล้วจริงๆ และกว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา คนกลุ่มนี้ก็จะต้องแน่ใจในทุกรายละเอียดก่อนว่า มีวิธีการที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลได้อย่างชัดเจนจริงๆ

 

 ออฟฟิศธาตุน้ำ

▪ ราศีของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ได้แก่
– ราศีมีน (15 มีนาคม ถึง 12 เมษายน)
– ราศีกรกฎ (16 กรกฎาคม ถึง 16 สิงหาคม)
– ราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม)

▪ ลักษณะเด่นของที่ทำงาน คือ อ่อนไหว, ใช้อารมณ์เยอะ และมีระบบอุปถัมภ์ค้ำชู

▪ ข้อดี คือ เพื่อนร่วมงานมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือ และมีความเข้าอกเข้าใจกันดี การที่แสดงอารมณ์ได้เยอะ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียดี และแปลกใหม่

▪ ข้อเสีย คือ งานจะไม่เป็นงาน เพราะมีความเกรงใจ คอยแต่กลัวจะทำร้ายจิตใจ โกรธเคืองกันบ้างละ และพอมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขก็ไม่ค่อยกล้าพูดกันตรงๆ คุณธาตุน้ำรู้ไหมว่าถ้ามัวแต่เกรงใจกันแบบนี้ ปล่อยปัญหาไปเรื่อยๆ จนบานปลาย มันก็จะกลายเป็นการทำร้าย เพื่อนร่วมงานเสียมากกว่า นอกจากนี้แล้ว ออฟฟิศแบบนี้ยังมักมีปัญหาอีกอย่างคือ ถ้าเกิดมีคนที่ชอบพูดตรงไปตรงมาหลุดเข้ามาทำงานด้วย ก็มักจะถูกรุมเกลียด เพราะคนธาตุนี้จะมองว่าทำร้ายคนอื่น ถึงแม้จะเป็นเรื่องงานก็ตามที จึงควรละมุนละม่อม พูดจาดีๆ กับเขาหน่อย

 

 ออฟฟิศธาตุไฟ

▪ ราศีของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ได้แก่
– ราศีเมษ (13 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม)
– ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน)
– ราศีธนู (16 ธันวาคม ถึง 14 มกราคม)

▪ ลักษณะเด่นของที่ทำงาน คือ มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่น และความสร้างสรรค์

▪ ข้อดี คือ ทุกคนมีความสนุกในการทำงาน มีความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์งาน สิ่งใหม่ๆ ออกมา ชอบงานที่ท้าทายมากกว่าทำงานง่ายๆ ซ้ำซาก จำเจ ชอบทำงานสำคัญ และชิ้นใหญ่ และสามารถทำงานเป็นทีมเวิร์กได้ดี เพราะความเป็นคนใจกว้าง และมีความจริงใจ

▪ ข้อเสีย คือ ในความที่ตัวเองมีความกระตือรือร้นมาก ชอบคิดสิ่งต่างๆ ล่วงหน้า จนบางครั้งก็ทำให้กลัวเกินกว่าเหตุ จนทำให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่โตไปได้ ความที่ชอบทำงานสุดเหวี่ยงทุ่มสุดตัว จนบางครั้งอาจทำให้ล้าจนหมดไฟเอาซะงั้น ทั้งๆ ที่งานยังไม่เสร็จ และบางครั้งก็มีไอเดียฟุ่งจัดจนทำให้งานขุ่ย ขาดความละเอียดถี่ถ้วน ไม่รอบคอบ และถ้าต้องทำงานซ้ำๆซากๆ จำเจ หรือ ไม่อยู่ในความสนใจแล้วละก็ คนออฟฟิศนี้จะเบื่อขึ้นมาทันทีเลยละ ต้องคอยระวังให้ดีว่างานจะไม่เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาเอานะครับ

 ออฟฟิศธาตุลม

▪ ราศีของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ได้แก่
– ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม)
– ราศีเมถุน (15 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม)
– ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน)

▪ ลักษณะเด่นของที่ทำงาน คือ ทรงภูมิ, มีความคิด และชอบตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ

▪ ข้อดี คือ เป็นการรวมตัวกันของนักคิด ฉลาดหลักแหลม และมีหลักการ ชอบที่ได้ช่วยกันคิดจนได้ไอเดียเจ๋งๆ ออกมา และยังชอบคิดหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น

▪ ข้อเสีย คือ คล้ายๆ กับนักการเมืองนั้นละ ประมาณว่า ถึงจะช่างคิด แต่ไม่ค่อยลงมือทำสักเท่าไหร่ จึงทำให้ผลงานไม่ค่อยสำเร็จเสร็จสิ้นตามที่บอกไว้ และตามกำหนดเวลา ในความที่ชอบอวดรู้ อวดภูมิ ก็เลยเอาแต่นั่งถกเถียงปัญหากันอยู่นั่นละ สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ หรือ ตัดสินใจไม่ได้เลยสักอย่าง และออฟฟิศธาตุลม ยังไม่ค่อยใส่ใจในความรู้สึกกันเท่าไหร่ ก็ต้องแยกแยะกันให้ได้ระหว่างเรื่องงาน กับเรื่องส่วนตัวขอขอบคุณที่มาจาก9pyinfoค่ะคราวหน้าจะมีบทความอะไรดีๆนั้นอย่าลืมติดตามกันนะค่ะ

Posted on

ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

แอร์บ้านแต่ละชนิดตอบสนองความต้องการใช้งานต่างกัน จึงมีข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านที่ต่างกันด้วย

รู้จักข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อกันดีกว่า เพื่อให้ตรงกับความต้องการใช้ เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นฉ่ำ แต่ก็ต้องแลกกับค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน รับรองว่าถ้าเลือกแอร์ถูกต้อง คุณก็ได้ความเย็นแบบประหยัดในระยะยาวไปเลย

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกแอร์คือ ชนิดของแอร์กับขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้

บีทียูคืออะไร เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ

ตารางขนาด BTU ที่เหมาะสมกับห้องที่จะติดตั้ง เพื่อความคุ้มค่ากับพลังงานและการใช้งานมากที่สุด
ดูบีทียูแอร์ตรงไหน แอร์บ้านดูฉลากเบอร์ 5 แอร์แบบฝังดูที่ Name Plate ป้ายผ่านมาตรฐาน แอร์รุ่นเก่าดูที่ป้ายโลหะมีตอกเลข BTU

บีทียูคืออะไร (BTU – British Thermal Unit) เป็นหน่วยวัดค่าพลังงานความร้อนตามมาตรฐานสากล พูดให้เข้าใจง่าย ๆคือหน่วยวัดค่าความเย็นของแอร์ ยิ่งตัวเลข BTU เยอะก็แสดงว่าแอร์เครื่องนั้นทำความเย็นได้มาก แต่ก็ทำให้แอร์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

ดังนั้น ขนาดบีทียูแอร์จะต้องเหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำความเย็น ห้องขนาดกว้างต้องใช้พลังงานทำความเย็นมากกว่าห้องที่เล็กด้วยบีทียูที่มากกว่า ผู้บริโภคมักคิดว่ายิ่งบีทียูสูง แอร์ก็มียิ่งมีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉนั้น ‘การเลือกขนาดบีทียูที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ’ นะคะ

ถ้าบีทียูมากเกินไป

หากใช้แอร์ที่มี BTU มากกว่าขนาดห้อง ก็จะเป็นการซื้อแอร์ในราคาที่เกินความจำเป็นและเปลืองไฟโดยเปล่าประโยชน์ แอร์จะเปิดปิดเองตลอด ซึ่งจะทำให้เสียพลังงานไปเปล่าๆและทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแอร์จะไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อากาศเป็นมลพิษได้ค่ะ

ถ้าบีทียูน้อยไป

หากใช้ BTU ที่น้อยกว่าขนาดห้อง ก็จะทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติในการกระจายความเย็น และแอร์ต้องทำงานหนักกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะไม่มีประสิทธิภาพ มันจะใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้จ่ายค่าไฟสูง

เมื่อรู้จักความสำคัญของบีทียูซึ่งเป็นหัวใจหลักในการให้ความเย็นและบิลค่าไฟแล้ว คราวนี้มารู้จักชนิดของแอร์กันค่ะ

แอร์ติดผนัง wall-type air conditioners

แอร์ติดผนัง ดีไซน์กลมกลืนกับห้อง ราคาต่ำกว่าแอร์ประเภทอื่นแต่ก็ไม่เหมาะกับงานหนัก
แอร์มีอินเวอร์เตอร์เหมาะกับห้องที่เปิดใช้งานต่อเนื่อง และต้องการอุณหภูมิสม่ำเสมอ เช่น ห้องนอน, ห้องทำงาน, ราคาแอร์สูงกว่าแอร์ไม่มีอินเวอร์เตอร์ แต่จุดคุ้มค่าไฟในระยะยาวดีกว่า

จากประสบการณ์ของ Aircare บอกว่า แอร์ขนาดเล็กถึงปานกลางประเภทติดผนัง เป็นแอร์ที่แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย มีตัวเลือกหลากหลาย แอร์ติดผนังส่วนมากมาพร้อมกับขนาดการทำความเย็น 9,000 บีทียู 12,000 บีทียู 18,000 บีทียูและ 24,000 บีทียู บางรุ่นมาพร้อมกับขนาดบีทียูที่มากกว่า แอร์ติดผนังใช้ระบบแยก ประกอบด้วย ยูนิตภายในติดผนัง และยูนิตภายนอก คือคอมเพรสเซอร์ ส่วนใหญ่ติดในทาวน์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นต์ หรือพื้นที่ในที่ทำงานเล็กๆ

ข้อดีของแอร์ติดผนัง 

  • ราคาต่ำหากเทียบกับแอร์ประเภทอื่นๆ
  • ขนาดการทำความเย็นที่หลากหลายให้เลือกกตั้งแต่บีทียูต่ำจนถึงปานกลาง (9,000 – 24,000 บีทียู)
  • ติดตั้งเร็วและง่าย

ข้อเสียของติดผนัง

  • ไม่เหมาะกับงานหนัก เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก และอุดตันง่ายกว่าจึงต้องล้างบ่อยๆ
  • คอยล์เย็นกระจายลมเย็นได้น้อยกว่าแอร์ชนิดอื่น

แอร์ติดเพดาน

แอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ ไม่เปลืองพื้นที่
แอร์ติดเพดาน เรื่องความสวยงามหรูหรากินขาด ต้องการช่างที่ชำนาญงานในการบำรุงรักษา ไม่เหมาะกับห้องที่มีเพดานสูงกว่า 3.5 เมตร

แอร์ติดเพดานทำงานเหมือนกับแอร์ติดผนัง ต่างกันตรงที่ติดตั้งบนเพดาน มักจะถูกกว่าแอร์ติดผนังที่มีบีทียูเท่ากัน แนะนำว่าควรมีขนาด 24,000 บีทียูหรือมากกว่าค่ะ เพราะแอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ หรือเพดานที่มีพื้นที่ไม่พอให้ติดแอร์ประเภทสี่ทิศทาง

ข้อดีของแอร์ติดเพดาน

  • กินพื้นที่เพดานเพียงอย่างเดียวและไม่ต้องการพื้นที่ภายในเพดาน
  • ขนาดทำความเย็นสูง ตามปกติมักเริ่มจากขนาด 24,000 บีทียู
  • เหมาะสำหรับห้องยาวๆหรือกว้างๆ

ข้อเสียของแอร์ติดเพดาน

  • ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก
  • มีเสียงดังกว่าแบบติดผนัง

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง (Cassette type)

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง เน้นความสวยงามโดยการซ่อน เหมาะกับห้องกว้างมากๆ
แอร์สี่ทิศทางเหมาะกับห้องทุกแบบ แต่เพดานไม่ควรสูงเกิน 5 เมตร และมีพื้นที่ในฝ้าเพดานไม่ต่ำกว่า 45 ซม.

เป็นแอร์ที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นตัวคอยล์เย็นน้อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว แอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมาะกับห้องกว้างมากๆ เช่น ห้องโถง ออฟฟิศ ร้านค้า ห้องน้ำ ถึงแม้ว่าแอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมือนกับแบบติดผนัง แต่มีขนาดบีทียูที่มากกว่า จึงให้ความเย็นมากกว่า แต่ด้วยระบบฝังฝ้าเพดานจึงควรปรึกษาช่างแอร์ที่เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดจุดติดตั้ง

ข้อดีของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง
  • ประหยัดพื้นที่และไม่ก่อความเสียหาย
  • สามารถกระจายอากาศเย็นได้อย่างทั่วถึงไปรอบห้องใหญ่
  • มีขนาดการทำความเย็นที่ทรงพลัง (12,000 – 60,000 บีทียู)
  • ขณะทำงาน จะไม่มีเสียง

ข้อเสียของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง
  • ทำการบำรุงรักษายาก
  • มีปัญหาน้ำรั่วเนื่องจากปั๊มน้ำตัน

แอร์ตั้งพื้น

แอร์ตั้งพื้น แอร์ตู้สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ มีเสียงดัง
แอร์ตั้งพื้นติดตั้งเหมือนกันกับแอร์ติดผนัง แต่ตั้งพื้น ข้อเสียคือ จะเสียพื้นที่ใช้งานไปแค่นั้นเอง

เป็นแอร์ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร

ข้อดีของแอร์ตั้งพื้น

  •  เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ
  • ไม่ต้องติดตั้งกับผนังหรือเพดาน สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด
  • มีขนาดการทำความเย็นมากถึง 150,000 บีทียู
  • ทำความเย็นได้เร็วเนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดลมที่ใหญ่ ซึ่งให้กำลังลมที่แรงกว่า

ข้อเสียของแอร์ตั้งพื้น

  • เสียพื้นที่ใช้สอย
  • มีเสียงดัง

แอร์มุ้ง

แอร์มุ้งพกพาได้ ใช้ในอาคารและเป็นแอร์ภาคสนาม
แอร์มุ้งเหมาะกับห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรวางตำแหน่งด้านหลังของแอร์ให้ตรงกับหน้าต่าง เพื่อระบายลมร้อนออกนอกหน้าต่าง

แอร์ที่ให้ความเย็นใกล้เคียงกับแอร์บ้านทั่วไป เพียงแต่ให้ความเย็นเฉพาะที่จึงประหยัดไฟกว่า

โครงมุ้งสี่เหลี่ยม ยาวประมาณ 8 ฟุต ส่วนใหญ่เป็นผ้า ใช้สีอ่อนๆ เช่น ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน ขาว  และสามารถถอดเก็บและนำไประกอบใช้ที่อื่นได้ ตัวมุ้งจะมีผนังทึบสี่ด้าน แต่ด้านบนจะเป็นผ้าโปร่งเอาไว้ระบายอากาศร้อน

เพราะอากาศร้อนลอยตัวขึ้นด้านบนเสมอ และอากาศเย็นจะอยู่ต่ำกว่า ฉะนั้นอากาศเย็นจากแอร์ก็จะไม่ลอยออกไป แต่จะอยู่รอบๆตัวเรา ส่วนอากาศร้อนจะถูกถ่ายเทออกไปทางด้านบน

แอร์มุ้งเหมาะใช้ภายในอาคาร อพาร์ตเม้นต์ แฟลต บ้านไม้ กุฏิพระ งานภาคสนาม กองถ่ายทำภาพยนตร์ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง แคมป์งาน เป็นต้น

ข้อดีของแอร์มุ้ง

  • ประหยัดไฟ เปิด 8 ชม.ต่อวัน ค่าไฟประมาณเดือนละ 300 บาท
  • สามารถแบ่งกั้นเป็นห้องๆ หนึ่งได้เลย จึงเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ ที่ไม่ต้องการให้เย็นทั้งห้อง
  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการมาอยู่ชั้นล่าง โดยไม่ต้องการทำห้องใหม่
  • เมื่อเราไม่ได้เปิดแอร์มุ้ง สามารถเปิดผ้ามุ้งได้เพื่อให้โปร่งโล่ง
  • ตัวแอร์มุ้งมีล้อ เคลื่อนย้ายได้
  • การดูแล ไม่ยุ่งยาก เพียงล้างฟิลเตอร์ เดือนละครั้ง

ข้อเสียของแอร์มุ้ง

  • ใช้เวลาประกอบมุ้งประมาณ 30-45 นาที
  • ขนาดมุ้ง กว้าง 200 x ยาว 220 x สูง 230 (cm.) เมื่อไม่ใช้แอร์มุ้งจะเกะกะห้อง
  • ต้องมีพื้นที่กว้างพอสำหรับติดตั้งมุ้ง

แอร์เคลื่อนที่ พกพาได้

แอร์เคลื่อนที่ ใช้กับพื้นที่เล็กๆ หรือพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้
การดูแลรักษาแอร์เคลื่อนที่ก็คล้ายกับแอร์บ้านทั่วไป แต่ต้องหมั่นเอาที่กรองอากาศและช่องใส่น้ำทิ้งออกมาทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อโรคสะสม

แอร์ชนิดนี้จะใช้ทำความเย็นชั่วคราวหรือใช้เพื่อพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้ แอร์แบบพกพาประกอบด้วยยูนิตเดียวเท่านั้นด้วยท่อที่แนบไป ท่อจะระบายอากาศร้อนออกทางหน้าต่างหรือประตูที่เปิดไว้ ปกติแล้วขนาดจะน้อยกว่า 15,000 บีทียู

ข้อดีของแอร์เคลื่อนที่

  • ขนาดกะทัดรัด
  • ไม่ต้องติดตั้ง
  • สามารถเข็นไปได้ใช้ได้ทุกพื้นที่

ข้อเสียของแอร์เคลื่อนที่

  • ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
  • มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำกว่าแอร์แบบอื่นๆ

เทคนิคใช้แอร์ไม่เปลืองไฟ

เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ
เทคนิคง่ายๆใช้แอร์ไม่เปลืองไฟคือการจัดการพื้นที่ที่ต้องการความเย็นให้พร้อม เช่น ล้อมพื้นที่ให้แอร์ไม่กระจาย ไม่สร้างความร้อนเพิ่ม และไม่ตั้งอุณหภูมิให้เย็นเกินความจำเป็น

ก่อนสุดท้าย แถมอีกหน่อย เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนขณะที่เปิดแอร์

เพราะหน้าที่ของแอร์คือการทำให้อุณหภูมิในห้องนั้นลดลง และเย็นขึ้น ดังนั้นการมีความร้อนเกิดขึ้นภายในห้อง ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ควรเปิดพร้อมกันกับการเปิดแอร์มากที่สุด เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น หม้อต้ม กระทะ เตาอบ

ตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาหรือสูงกว่าเล็กน้อย

อุณหภูมิที่ 25 องศาเป็นอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก แต่การเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ที่ 26-27 องศาก็ยังสามารถทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย และยังประหยัดไฟกว่าด้วย ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หลีกเลี่ยงใช้แอร์ในพื้นที่เปิด

หากจำเป็นต้องติดแอร์บริเวณห้องโถง ควรติดตั้งฉากกั้นระหว่างทางขึ้นบันได หรือทางเดินไปห้องต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงปิดหน้าต่างและผ้าม่านให้สนิท ก็จะช่วยประหยัดไฟได้ค่ะ

เปิดพัดลมไล่ความร้อนภายในห้องก่อนเปิดแอร์

การเปิดพัดลมระบายอากาศร้อนออกก่อนเปิดแอร์ จะช่วยทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นขึ้น ช่วยลดการทำงานของแอร์ จึงช่วยประหยัดไฟ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเลย

     ล้างแอร์ตามระยะเวลาช่วยประหยัดค่าไฟ

ถ้าเราล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นอับหายไป อากาศในห้องก็จะสดชื่นขึ้น การทำงานของคอมเพรสเซอร์ คอยล์เย็นคอยล์ร้อนดีขึ้น ลดปัญหาแอร์สกปรก ทำให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์และช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย
แล้วเมื่อไหร่ควรล้างแอร์ล่ะ
ทุกๆ 3-4เดือน หากห้องคุณมีฝุ่นเยอะ ใช้แอร์หนัก เปิดเกือบตลอดทั้งวัน
ทุกๆ 6 เดือน – เวลาที่เหมาะสมหากคุณเปิดแอร์วันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง ควรเป็นมาตรฐานของทุกบ้าน เพื่อความสะอาดของแอร์ รวมไปถึงอากาศภายในห้องหรือบ้านของคุณด้วย
ทุก 1 ปี –หากคุณมองว่าใช้งานแอร์ไม่บ่อย ข้อนี้ไม่แนะนำ ทั้งในและนอกบ้านมีปริมาณฝุ่นเป็นจำนวนมาก ลดการอุดตันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็น ปัญหาน้ำยาแอร์รั่ว จนอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
รอจนกว่าแอร์จะไม่เย็น – อาจจะมีปริมาณฝุ่นเยอะมาก ลมออกไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่ดีต่อสุขภาพของคนในบ้าน

สรุป

ถึงตรงนี้คุณน่าจะ ‘มีคำตอบ’ ในใจแล้วว่าต้องการแอร์ชนิดไหนเพราะมีข้อดีข้อเสียของแอร์ทุกแบบ ใช้บีทียูประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่สุด ลิฟวิ่งคลิกยังมี คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น คู่มือเลือกซื้อแอร์บ้านที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะไม่เฉพาะราคาเครื่องปรับอากาศที่ต้องควักเงินก้อนโตพอสมควร แต่ค่าไฟแอร์ที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ไม่เบากระเป๋าเลยเหมือนกันค่ะ จึงต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบให้คุ้มค่ากับความเย็นฉ่ำที่ได้มา

แนะนำแหล่งซื้อแอร์บ้านพร้อมติดตั้ง และดีลสุดคุ้ม

 

Posted on

พึงระวัง 5 บ่วงอันตราย ของคนทำงานมือใหม่

ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ ในการดำเนินชีวิตวัยทำงาน บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จึงนำเสนอ 5 บ่วงอันตรายของคนทำงานมือใหม่ รายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้น ติดตามได้เลย

 

 

1. ราชาเงินผ่อน – เมื่อเริ่มมีเงินเดือนประจำ บรรดาเหล่าธนาคารต่าง ๆพร้อมยินดียื่นข้อเสนอให้คุณมีบัตรเครดิตไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยวงเงินที่มากกว่าเงินเดือนหลายเท่า และอาจทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ เพราะเริ่มเห็นหนทางที่จะได้สิ่งของที่ต้องการมาอย่างง่ายดาย โดยไม่คิดถึงบั้นปลายที่ต้องผ่อนจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยอันหนักอึ้ง และถ้าคุณใช้เกินตัวรูดปรื๊ดๆ กับสิ่งของดับกิเลสแถมผ่อนจ่ายไม่ตรงกำหนด ในที่สุดคุณเองอาจหน้ามืดกับดอกเบี้ยที่บานเบอะ มียอดหนี้รุมเร้าไปชั่วนาตาปีเลยทีเดียว

2. หลงภาพโซเชียล – สำหรับคนทำงานมือใหม่หลายคนมักติดกับดัก หลงเชื่อภาพในโลกโซเชียลมีเดียของเพื่อนที่มักโพสต์อวดแต่เรื่องดีๆ หรู ๆ ร้านอาหารดังเสื้อผ้าสวยๆ ยี่ห้อสุดฮิต หรือของแบรนด์เนมโดยไม่คำนึงว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพจริงหรือภาพลวงตากันแน่ จึงทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี และอยากอวดคนอื่นบ้าง

ถึงขนาดยอมทุ่มเงินเดือนทั้งเดือน หรือยอมเป็นราชาเงินผ่อน เพื่อจับจ่ายให้ได้ของเหล่านั้น โดยไม่มองว่าเหมาะสมกับรายได้ของตนหรือไม่ จนทำให้เงินที่มีอยู่ชักหน้าไม่ถึงหลัง บ่วงนี้จึงอันตรายยิ่งนัก เพราะคนทำงานมือใหม่สมัยนี้มักมีทัศนคติที่ว่าเสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้

3. โชว์ชีวิตสุดโก้ – คนทำงานยุคใหม่จะมีเทรนด์การใช้ชีวิตที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน ด้วยสังคม ค่านิยม และทัศนคติที่เปลี่ยนไป เมื่อชีวิตเพิ่งเริ่มทำงาน บางคนอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง เช่น อยากซื้อบ้าน, อยากมีคอนโดมิเนียม, อยากถอยรถป้ายแดง และอยากถือกระเป๋าแบรนด์เนม ความอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเองไม่ใช่สิ่งผิด ถ้าเรารู้จักประมาณตน แต่บางคนอยากได้เพียงแค่โชว์ชีวิตสุดโก้ให้สังคมได้รับรู้ และยอมรับในสถานะของตน โดยไม่คำนึงถึงรายได้ หรือความมั่นคงในอาชีพที่ทำอยู่มีรายได้เพียงน้อยนิด แต่คิดซื้อทั้งรถและบ้าน สุดท้ายค่าใช้จ่ายบานปลาย กลับกลายเป็นทั้งบ้านและรถถูกยึดไป คราวนี้เสียต่อหน้าต่อตาเสียเอง

4. สังคมจ๋า ปาร์ตี้จัด – นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบ่วงอันตรายที่ทำร้ายคนทำงานมือใหม่มานักต่อนัก เพราะในสังคมออฟฟิศมักมีการสังสรรค์ เที่ยว ช็อป ชิลร่วมกันเสมอๆ จนบางคนเสพติด ฟิตจัดนัดกันทุกสุดสัปดาห์ และยิ่งหากคุณเป็นคนปฏิเสธเพื่อนไม่เป็นด้วยแล้ว ระวังให้ดี…เงินในกระเป๋าจะฟีบแบนก่อนสิ้นเดือนแน่นอน

5. ผีพนันเข้าสิง – พฤติกรรมนี้อาจติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่บางคนก็มาเสียคนตอนทำงานก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะชายหนุ่มที่โดยพื้นฐานมักชอบการแข่งขัน ท้าทาย รักสนุก ยิ่งทำงานมีรายได้ ก็เกิดอยากรู้อยากลองตามสังคมกลุ่มเพื่อน

ตอนแรกอาจคิดว่าลองดูเล่นๆ เพื่อความมันส์ สนุกสนาน แต่นานวันเข้ากลับเสพติดการพนันโดยไม่รู้ตัว ประหนึ่งมีอะไรมาเข้าสิงจนสติกระเจิง ไม่สามารถลด ละ เลิกได้ ทั้งโต๊ะบอล โต๊ะม้า การพนันออนไลน์ เล่นทุกนัด พนันทุกแมตช์ ไม่มีพลาดสักสำนัก ถ้าเป็นแบบนี้ก็สิ้นเนื้อประดาตัวกันแน่นอน

ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตให้กับคนทำงานมือใหม่เป็นอย่างดี

ที่มา jobdb.com

Posted on

อีกด้านหนึ่งของหัวหน้าสุดโหด

"Don't blame the boss. He has enough problems." ~Donald Rumsfeld • photo belongs to Kmo139 เครื่องมือช่าง

“Don’t blame the boss. He has enough problems.” ~Donald Rumsfeld • photo belongs to Kmo139

บนเวที American Idol ผู้เข้าแข่งขันกลุ่มหนึ่งต้องพบเจอกับ แพตตี้ เทรนเนอร์สุดโหด ที่เสียงดัง เกรี้ยวกราดใส่บรรดาลูกทีมจนขยาดไปตามๆ กัน แต่ในความโหดของแพตตี้ เธอทำให้ลูกทีมเห็นคุณค่าในตัวเองจนกลายเป็นนักร้องคุณภาพทั้งเรื่องการร้องและการแสดงสดในที่สุด

เพราะไม่มีใครเก่งกาจมาตั้งแต่เกิด ผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมายบนโลกใบนี้จึงล้วนต้องเคยก้าวผ่านความขื่นขมของการถูกด่าทอ ดูถูกโดยคุณครู พี่เลี้ยงหรือแม้แต่หัวหน้ามาแล้วทั้งสิ้น จนกระทั่งเมื่อถึงวันแห่งความสำเร็จของเรา เราเองก็อดจะนึกถึงใบหน้าของผู้ที่ขัดเกลาเราด้วยความจริงจังเหล่านั้นอยู่ในใจไม่ได้

ในชีวิตการทำงาน ก่อนที่เราจะเก่ง มีความสามารถและยืนหยัดบนสายงานที่ต้องการได้ คนๆ หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเราไม่น้อยก็คือหัวหน้าของเรา ซึ่งหากคุณเป็นพนักงานใหม่หรือเด็กจบใหม่ องค์กรอาจคาดหวังให้คุณเจอะเจอความกดดัน หรือกระทั่งคำด่าทอที่กลายเป็นบาดแผลในความรู้สึก แต่เมื่อวันหนึ่งที่ปรับตัวและเรียนรู้ได้ เราจะรู้จักการับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ และมองข้ามถ้อยคำเหล่านั้น กระทั่งมองเห็นแก่นแท้อันสำคัญจนสามารถนำประโยชน์ที่ได้จากสิ่งที่ฟังมาเหล่านั้นมาใช้ในการทำงาน

ผ่านความเจ็บปวดเพื่อที่จะเติบโต

โจดี กลิคแมน เจ้าของหนังสือ Great on the Job ที่เคยร่วมงานกับหัวหน้าที่ชื่อว่า วิล ตอนที่อยู่ในวอลล์สตรีท วิลเป็นหัวหน้าที่ชาญฉลาดและหนักแน่น และขณะเดียวกันก็ดูเหมือนไม่มีความปรานีต่อความผิดใดๆ จนทำให้เพื่อนๆ ขยาดที่จะร่วมงานด้วย แต่โจดีกลับหาโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับเขา ยิ่งกลัวเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากเอาชนะความกลัวของตัวเอง เพราะโจดีคิดว่าหากไม่สามารถร่วมงานกันได้ การทำงานและชีวิตในวอลล์สตรีทก็อาจไม่ราบรื่น โจดีจึงตัดสินใจว่าตนจะทนเจ็บแต่ก็จะต้องเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

แล้วโจดีก็ได้พบความจริงที่ว่าเขาและวิลมีอารมณ์ขันคล้ายกันกัน โจดีเริ่มสนิทกับวิลมากขึ้นแม้เมื่อทำอะไรผิดก็ตาม ในที่สุด เธอก็เอาชนะความกลัวของตัวเองได้ ซึ่งก็เกินความคาดหวังของวิลไปมาก โจดีไม่เคยลืมเสียงไชโยของวิลเมื่องานสำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกให้คนอื่นรู้ว่าเธอทำได้ และสิ่งที่เธอได้จากทั้งหมดนี้คือการค้นพบความการศรัทธาในความสามารถของตนเอง

การทำงานกับหัวหน้าที่เก่งนั้นคือความท้าทาย ถ้าการวิ่งหนีโอกาสเหล่านั้นมาตลอดไม่ได้ให้อะไรใหม่ไม่เคยให้ชีวิตหรือหน้าที่การงานที่เร้าใจแก่คุณเลย บางทีถ้าตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ เราได้พบหัวหน้าจอมเนี้ยบอีกครั้ง ทำไมเราไม่ลองหาโอกาสหรือพยายามร่วมงานให้ตลอดรอดฝั่งไปให้ได้ดูล่ะ? ในทุกครั้งที่โดนดุด่า ถ้านั่นคือความหวังดี ถ้ามองที่เจตนามากกว่าอารมณ์ที่เขาส่งผ่านออกมา เก็บเกี่ยวความรู้จากหัวหน้าให้ได้มากที่สุด บางทีนั่นอาจเป็นอุปสรรคเดียวที่ขัดขวางคุณจากการเรียนรู้เคล็ดลับแห่งความสำเร็จจากคนที่เต็มใจจะสอนคุณ ที่คุณเองอาจไม่เคยก้าวเข้าไปถึงมาก่อนก็เป็นได้

 

ที่มา INCquity