7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว




ถ้าเป็นคุณคนชอบเที่ยวแนะนำวิธีนี้เลย มีหลายๆกระปุกแล้วแปะป้ายชื่อ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เชียงใหม่ ภูเก็ต รับรอง พอถึงเวลาไปเที่ยว เรามีเงินพอ โดยไม่ต้องไปรบกวนเงินเดือนนั้นๆแน่นอนค่ะ



เดอะบล็อก ครบเครื่องเรื่องเป็นอยู่ คลิกแรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน เข้าครัว ดูแลสุขภาพ อัพเดทแฟมิลี่ไลฟ์สไตล์
7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว








รู้จักข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อกันดีกว่า เพื่อให้ตรงกับความต้องการใช้ เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นฉ่ำ แต่ก็ต้องแลกกับค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน รับรองว่าถ้าเลือกแอร์ถูกต้อง คุณก็ได้ความเย็นแบบประหยัดในระยะยาวไปเลย
ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกแอร์คือ ชนิดของแอร์กับขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้

บีทียูคืออะไร (BTU – British Thermal Unit) เป็นหน่วยวัดค่าพลังงานความร้อนตามมาตรฐานสากล พูดให้เข้าใจง่าย ๆคือหน่วยวัดค่าความเย็นของแอร์ ยิ่งตัวเลข BTU เยอะก็แสดงว่าแอร์เครื่องนั้นทำความเย็นได้มาก แต่ก็ทำให้แอร์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ
ดังนั้น ขนาดบีทียูแอร์จะต้องเหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำความเย็น ห้องขนาดกว้างต้องใช้พลังงานทำความเย็นมากกว่าห้องที่เล็กด้วยบีทียูที่มากกว่า ผู้บริโภคมักคิดว่ายิ่งบีทียูสูง แอร์ก็มียิ่งมีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉนั้น ‘การเลือกขนาดบีทียูที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ’ นะคะ
หากใช้แอร์ที่มี BTU มากกว่าขนาดห้อง ก็จะเป็นการซื้อแอร์ในราคาที่เกินความจำเป็นและเปลืองไฟโดยเปล่าประโยชน์ แอร์จะเปิดปิดเองตลอด ซึ่งจะทำให้เสียพลังงานไปเปล่าๆและทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแอร์จะไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อากาศเป็นมลพิษได้ค่ะ
หากใช้ BTU ที่น้อยกว่าขนาดห้อง ก็จะทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติในการกระจายความเย็น และแอร์ต้องทำงานหนักกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะไม่มีประสิทธิภาพ มันจะใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้จ่ายค่าไฟสูง
เมื่อรู้จักความสำคัญของบีทียูซึ่งเป็นหัวใจหลักในการให้ความเย็นและบิลค่าไฟแล้ว คราวนี้มารู้จักชนิดของแอร์กันค่ะ

จากประสบการณ์ของ Aircare บอกว่า แอร์ขนาดเล็กถึงปานกลางประเภทติดผนัง เป็นแอร์ที่แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย มีตัวเลือกหลากหลาย แอร์ติดผนังส่วนมากมาพร้อมกับขนาดการทำความเย็น 9,000 บีทียู 12,000 บีทียู 18,000 บีทียูและ 24,000 บีทียู บางรุ่นมาพร้อมกับขนาดบีทียูที่มากกว่า แอร์ติดผนังใช้ระบบแยก ประกอบด้วย ยูนิตภายในติดผนัง และยูนิตภายนอก คือคอมเพรสเซอร์ ส่วนใหญ่ติดในทาวน์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นต์ หรือพื้นที่ในที่ทำงานเล็กๆ

แอร์ติดเพดานทำงานเหมือนกับแอร์ติดผนัง ต่างกันตรงที่ติดตั้งบนเพดาน มักจะถูกกว่าแอร์ติดผนังที่มีบีทียูเท่ากัน แนะนำว่าควรมีขนาด 24,000 บีทียูหรือมากกว่าค่ะ เพราะแอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ หรือเพดานที่มีพื้นที่ไม่พอให้ติดแอร์ประเภทสี่ทิศทาง

เป็นแอร์ที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นตัวคอยล์เย็นน้อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว แอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมาะกับห้องกว้างมากๆ เช่น ห้องโถง ออฟฟิศ ร้านค้า ห้องน้ำ ถึงแม้ว่าแอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมือนกับแบบติดผนัง แต่มีขนาดบีทียูที่มากกว่า จึงให้ความเย็นมากกว่า แต่ด้วยระบบฝังฝ้าเพดานจึงควรปรึกษาช่างแอร์ที่เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดจุดติดตั้ง

เป็นแอร์ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร

แอร์ที่ให้ความเย็นใกล้เคียงกับแอร์บ้านทั่วไป เพียงแต่ให้ความเย็นเฉพาะที่จึงประหยัดไฟกว่า
โครงมุ้งสี่เหลี่ยม ยาวประมาณ 8 ฟุต ส่วนใหญ่เป็นผ้า ใช้สีอ่อนๆ เช่น ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน ขาว และสามารถถอดเก็บและนำไประกอบใช้ที่อื่นได้ ตัวมุ้งจะมีผนังทึบสี่ด้าน แต่ด้านบนจะเป็นผ้าโปร่งเอาไว้ระบายอากาศร้อน
เพราะอากาศร้อนลอยตัวขึ้นด้านบนเสมอ และอากาศเย็นจะอยู่ต่ำกว่า ฉะนั้นอากาศเย็นจากแอร์ก็จะไม่ลอยออกไป แต่จะอยู่รอบๆตัวเรา ส่วนอากาศร้อนจะถูกถ่ายเทออกไปทางด้านบน
แอร์มุ้งเหมาะใช้ภายในอาคาร อพาร์ตเม้นต์ แฟลต บ้านไม้ กุฏิพระ งานภาคสนาม กองถ่ายทำภาพยนตร์ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง แคมป์งาน เป็นต้น

แอร์ชนิดนี้จะใช้ทำความเย็นชั่วคราวหรือใช้เพื่อพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้ แอร์แบบพกพาประกอบด้วยยูนิตเดียวเท่านั้นด้วยท่อที่แนบไป ท่อจะระบายอากาศร้อนออกทางหน้าต่างหรือประตูที่เปิดไว้ ปกติแล้วขนาดจะน้อยกว่า 15,000 บีทียู

ก่อนสุดท้าย แถมอีกหน่อย เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ
เพราะหน้าที่ของแอร์คือการทำให้อุณหภูมิในห้องนั้นลดลง และเย็นขึ้น ดังนั้นการมีความร้อนเกิดขึ้นภายในห้อง ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ควรเปิดพร้อมกันกับการเปิดแอร์มากที่สุด เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น หม้อต้ม กระทะ เตาอบ
อุณหภูมิที่ 25 องศาเป็นอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก แต่การเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ที่ 26-27 องศาก็ยังสามารถทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย และยังประหยัดไฟกว่าด้วย ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
หากจำเป็นต้องติดแอร์บริเวณห้องโถง ควรติดตั้งฉากกั้นระหว่างทางขึ้นบันได หรือทางเดินไปห้องต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงปิดหน้าต่างและผ้าม่านให้สนิท ก็จะช่วยประหยัดไฟได้ค่ะ
การเปิดพัดลมระบายอากาศร้อนออกก่อนเปิดแอร์ จะช่วยทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นขึ้น ช่วยลดการทำงานของแอร์ จึงช่วยประหยัดไฟ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเลย
ถ้าเราล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นอับหายไป อากาศในห้องก็จะสดชื่นขึ้น การทำงานของคอมเพรสเซอร์ คอยล์เย็นคอยล์ร้อนดีขึ้น ลดปัญหาแอร์สกปรก ทำให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์และช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย
แล้วเมื่อไหร่ควรล้างแอร์ล่ะ
ทุกๆ 3-4เดือน หากห้องคุณมีฝุ่นเยอะ ใช้แอร์หนัก เปิดเกือบตลอดทั้งวัน
ทุกๆ 6 เดือน – เวลาที่เหมาะสมหากคุณเปิดแอร์วันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง ควรเป็นมาตรฐานของทุกบ้าน เพื่อความสะอาดของแอร์ รวมไปถึงอากาศภายในห้องหรือบ้านของคุณด้วย
ทุก 1 ปี –หากคุณมองว่าใช้งานแอร์ไม่บ่อย ข้อนี้ไม่แนะนำ ทั้งในและนอกบ้านมีปริมาณฝุ่นเป็นจำนวนมาก ลดการอุดตันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็น ปัญหาน้ำยาแอร์รั่ว จนอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
รอจนกว่าแอร์จะไม่เย็น – อาจจะมีปริมาณฝุ่นเยอะมาก ลมออกไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่ดีต่อสุขภาพของคนในบ้าน
ถึงตรงนี้คุณน่าจะ ‘มีคำตอบ’ ในใจแล้วว่าต้องการแอร์ชนิดไหนเพราะมีข้อดีข้อเสียของแอร์ทุกแบบ ใช้บีทียูประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่สุด ลิฟวิ่งคลิกยังมี คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น คู่มือเลือกซื้อแอร์บ้านที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะไม่เฉพาะราคาเครื่องปรับอากาศที่ต้องควักเงินก้อนโตพอสมควร แต่ค่าไฟแอร์ที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ไม่เบากระเป๋าเลยเหมือนกันค่ะ จึงต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบให้คุ้มค่ากับความเย็นฉ่ำที่ได้มา
แนะนำแหล่งซื้อแอร์บ้านพร้อมติดตั้ง และดีลสุดคุ้ม


หาคู่มือซื้อแอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณอยู่หรือเปล่า เครื่องปรับอากาศมีหลายแบบหลายรุ่น แล้วเลือกอย่างไรล่ะจึงตอบโจทย์ ‘แอร์ที่คู่ควร’ ที่จะถอยมาดับความร้อน เรามี 8 ข้อคิดพิชิตความเย็นมาเสนอ ทำตามแล้วเลือกไม่พลาดแน่นอน

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกซื้อแอร์คือ พื้นที่ที่ต้องการใช้งานว่าควรใช้เครื่องปรับอากาศประเภทใด เช่น ถ้าต้องการใช้ถาวรก็เลือกแอร์แบบติดตั้ง ใช้แอร์แบบเคลื่อนที่หากพื้นที่ไม่อำนวย หรือต้องการย้ายไปใช้ได้หลาย ๆที่
จากนั้นจึงเลือกขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้ กำหนดจุดติดตั้งเพื่อเลือกประเภทของแอร์บ้าน เช่น แอร์ติดผนัง แอร์ติดเพดาน แอร์ตั้งพื้น แอร์เคลื่อนที่ แอร์มุ้ง เป็นต้น
แอร์แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ แนะนำให้อ่านเพิ่มที่ ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

หนึ่งในคำถามที่ถามบ่อยที่สุดของผู้บริโภคคือ ฉันควรจะเลือกเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ดีนะ?
สยามเจริญแอร์ บอกว่าเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ต่างกันที่ “คอมเพรสเซอร์” ตัวที่ตั้งอยู่นอกอาคารค่ะ
มีการทำงานแบบแปรผันการควบคุมความเร็วของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ เช่น ตอนเปิดแอร์ใหม่ ๆ ห้องยังร้อนอยู่ มอเตอร์คอมเพรสเซอร์จะทำงานเต็มที่เพื่อให้ห้องเย็นเร็วที่สุด แล้วก็จะค่อย ๆ ลดการทำงานลงหรือหมุดช้าลงเมื่ออุณหภูมิห้องลดลง แต่ไม่ตัดการทำงาน แล้วจะหมุนเร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้น จึงประหยัดไฟเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องเปิด-ปิดบ่อย ๆ
มอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ จะทำงาน 2 แบบเท่านั้น คือ ทำงาน / ตัดการทำงาน แอร์ระบบธรรมดาจะทำงานจนกว่าอุณหภูมิห้องจะลดลงกว่าค่าที่ตั้งไว้ 2-4 องศา แล้วจึงตัดการทำงาน
เมื่อห้องกลับมาร้อนอีกครั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะเริ่มการทำงานใหม่ คือต้องสตาร์ทเครื่องใหม่ทุกครั้งที่อุณหภูมิห้องสูงขึ้น จึงเกิดเสียงการตัดแอร์และเสียงเปิดแอร์เป็นระยะ ๆ
ACSIS Airconditioning Warehouse แจกแจงข้อดีข้อเสียของเครื่องปรับอากาศทั้งสองระบบว่า
แม้ว่าข้อดีจะมีมาก แต่ระบบอินเวอร์เตอร์ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ มันมาพร้อมกับข้อบกพร่องบางประการเช่นกัน
คุณจึงควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ เพื่อดูว่าเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์เหมาะกับความต้องการ งบประมาณ และแบบแปลนบ้านของคุณหรือไม่
แอร์ที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ก็มีข้อเสียบางประการเช่นกัน
มันจึงอยู่ที่ว่า หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น สองสามชั่วโมงต่อวัน เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์อาจเหมาะกับความต้องการของคุณ
หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือใช้ในห้องขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

อันตรายจากฝุ่น PM (Particulate matter) 2.5 ทำให้คนไทยต้องหันมาใช้แมสก์กรองฝุ่นกันอย่างกว้างขวาง (โควิดระบาดคนไทยก็คุ้นกับการใส่แมสก์พอดี ฮา!) ทำให้ตลาดเครื่องฟอกอากาศเติบโตคึกคักเป็นเท่าตัว
ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อจึงนำเทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และคนกลัวฝุ่น มาเพิ่มคุณสมบัติให้แอร์ของตน เพื่อขอแบ่งเค้กในตลาดบ้าง
“การกรองอากาศ” จะใช้เรียกการดักจับฝุ่นละอองประเภทที่ฝุ่นลอยเข้ามาติดแผ่นกรองอากาศ
“การฟอกอากาศ” จะใช้เรียกการกำจัดฝุ่นละอองด้วยการการปล่อยประจุไฟฟ้าออกมา
เครื่องปรับอากาศโดยส่วนใหญ่จะมีแผ่นกรองอากาศมาด้วยในตัวเครื่อง ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปถึงคอยล์เย็นได้ ข้อจำกัดของแผ่นกรองอากาศคือมีอายุการใช้งานที่จำกัด ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองตามอายุการใช้งาน
ระบบฟอกอากาศจะอยู่ในเครื่องปรับอากาศเฉพาะรุ่น ไม่ได้มีอยู่ในเครื่องปรับอากาศทุกตัว เรียกได้ว่าเป็นฟังก์ชั่นเสริมที่เราต้องเลือกให้ดีก่อนที่จะซื้อเครื่องปรับอากาศ
โฮมกูรูพูดถึงระบบฟอกอากาศที่น่าสนใจคือระบบฟอกอากาศด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าประจุลบ (Negative Ion) ออกมาจากตัวเครื่องเพื่อให้ไปเกาะกับฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กมาก ไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายในอากาศ
และยังลดสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยการสร้างโอโซน O-Zone (O3) ประจุลบในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
นอกจากการดักจับฝุ่นที่ได้กล่าวไป 2 แบบแล้วยังมีฟังก์ชั่นยิบย่อยของเครื่องปรับอากาศต่างๆ ในแต่ละยี่ห้อ เป็นเทคโนโลยีในการช่วยลดการสะสมฝุ่นละออง เชื้อรา หรือแบคทีเรียที่จะเข้ามาในฝังในเครื่องปรับอากาศ ผู้บริโภคอย่างเราไปเลือกกันเองได้เลยตามใจชอบ ตามกำลังงบประมาณได้เลยค่ะ
แล้วเครื่องฟอกอากาศยังจำเป็นอยู่ไหม?
หน้าที่หลักของเครื่องปรับอากาศคือ ปรับอากาศให้เย็นสบาย ส่วนการกรอง หรือการฟอกอากาศจะเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า ขณะที่เครื่องฟอกอากาศมีหน้าที่หลักคือ การฟอกอากาศ
หากคุณมีงบประมาณจำกัดก็เลือกเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีฟังก์ชั่นช่วยฟอกฝุ่นไปด้วยเลย หรือหากมีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้วก็ให้ซื้อเป็นเครื่องฟอกอากาศเสริมเข้าไปค่ะ

elexexplorer.com อธิบายว่า แอร์อัจฉริยะคือเครื่องปรับอากาศที่มีอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT – Internet of Thing) เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home อื่น ๆได้ เช่น Amazon Alexa หรือ Google Home อุปกรณ์ IoT ในเครื่องปรับอากาศมี 3 วงจรคือ
craigavonactivity.org ได้ยกตัวอย่างแอร์อัจฉริยะของแต่ละค่ายดังนี้
” Mitsubishi Electric Mr Slim รุ่น XT Series ” เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างแท้จริง เป็นนวัตกรรมใหม่ของเครื่องปรับอากาศเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่มากับระบบการทำงานอันชาญฉลาด อุปกรณ์ เปิด-ปิดแอร์ผ่านมือถือ
พร้อมอัตราของการ ประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยม และด้วยรูปลักษณ์ ของการออกแบบภายนอก ที่เรียบหรูดูดี สีขาวสะอาดตา น่าใช้งานเป็นอย่างมาก
haier ที่มาพร้อมกับ ” ดวงตาอัจฉริยะ “ หรือที่เรียกว่า ECO-EYE Sensor ทำหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นภายในห้อง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัท MITSUBISHI ELECTRIC
ทันทีที่เรากดปุ่ม Eco Eye ที่รีโมท หรือที่อุปกรณ์ควบคุมแอร์ด้วยสมาร์ทโฟน ระบบดวงตาก็จะเริ่มทำงานตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง หากระบบตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ได้ภายใน 20 นาที เครื่องก็จะสู่โหมดการทำงาน Auto Save โดยเครื่องจะทำการปรับให้มีความเย็นน้อยลง เพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยมนั่นเอง
ในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศแน่นอน หลักในการเลือกง่าย ๆก็คือ พิจารณาว่าคุณต้องการใช้งานนวัตกรรมเหล่านั้นจริง ๆหรือไม่ มีผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหานั้นได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือไม่ แล้วค่อยชั่งใจดูอีกทีนะคะ
ขอต้อนรับเข้าสู่วิชาคณิตศาสตร์! มาฝึกคำนวณค่าไฟจากการเปิดแอร์ว่าเราต้องจ่ายค่าไฟในการเปิดแอร์เดือนละกี่บาทกันเถอะ เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ อาจมีคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเลือกอุณหภูมิ, การเลือกโหมด, การรั่วไหลของอากาศ, จำนวนคน เป็นต้น
ANSWER TH แชร์สูตรคำนวนค่าไฟจากแอร์หรือเครื่องปรับอากาศดังนี้
สมการหาค่าไฟต่อเดือน = (จำนวนวัตต์ x จำนวนชั่วโมงที่ใช้จริง x ค่าไฟต่อหน่วย x 30 วัน) / 1000
ตัวอย่างการคำนวณด้วยแอร์ในห้องทำงาน ขนาด 12,000 BTU จำนวนวัตต์อยู่ที่ 1,130 Watt เปิดใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยอัตราค่าไฟ หน่วยละ 4.2 บาท จะได้ออกมาดังนี้
(1,130 x 8 x 4.2 x 30)/1,000 = 1,139 บาท/เดือน
** คำตอบที่ได้จากการคำนวณจะเป็นตัวเลขของค่าใช้จ่ายสูงสุดของค่าไฟจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เพราะแอร์จะไม่ได้ทำงานเต็มกำลังวัตต์ตลอดเวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยการตั้งค่าอื่น ๆอีกด้วย
StcAir แชร์ประสบการณ์ของร้าน “เราพบว่าใน 100 เคสของงานซ่อมแอร์ จะมีอยู่แค่ 2 – 3 เคสเท่านั้นที่อาการเสียเกิดจากคอมเพรสเซอร์แอร์ ที่เหลือเกิดจากส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากอุปกรณ์ในคอยล์เย็นของแอร์”
มีประกันก็ดี สร้างความอุ่นใจ ควรใช้หลาย ๆ ปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อแอร์ ส่วนใหญ่ใช้แอร์ 7 ปีก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่อาจคุ้มค่ากว่า

ฉลากเบอร์ 5 เหมือนกัน แต่ประหยัดไฟต่างกัน เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ ความแตกต่างของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ห้ากลายเป็นมาตรฐานเริ่มต้นไปแล้ว มันแสดงว่ายี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับเบอร์นี้
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ติดดาว ยิ่งดาวเยอะยิ่งดี ตรวจสอบให้ดีว่ามีใส่ * ดอกจันทร์เป็นข้อแม้ห้อยท้ายด้วยหรือเปล่า อาจจะเจอข้อความประมาณว่า สำหรับแอร์ขนาด…บีทียู เท่านั้น เป็นต้น
• ค่าประสิทธิภาพ SEER บนฉลากบอกประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของแอร์ ยิ่งสูงยิ่งดี
• เกณฑ์ค่า SEER ฉลากประหยัดเบอร์ 5 แบบใหม่ มีดาว
ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 12.85 – 13.84 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.85 – 14.84 = ★
ค่า SEER 14.85 – 15.84 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.85 = ★★★
ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 12.40 – 13.39 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.40 – 14.39 = ★
ค่า SEER 14.40 – 15.39 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.40 = ★★★
ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 15.00 – 17.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 17.50 – 19.99 = ★
ค่า SEER 20.00 – 22.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 22.50 = ★★★
ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 14.00 – 16.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 16.50 – 18.99 = ★
ค่า SEER 19.00 – 21.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 21.50 = ★★★
ขอบคุณที่มา energynewscenter.com
คำถามที่ถามบ่อย “ซื้อแอร์ที่ไหนถูกสุด” ซื้อแอร์ที่ไหนได้ดีลดี เราอยากให้พิจารณาบริการหลังการขายเป็นหลักน่าจะดีกว่า เช่น บริการติดตั้ง บริการดูแลรักษา การประกัน สั่งแอร์ออนไลน์มาส่งพร้อมติดตั้ง เป็นต้น
ราคาอาจต่างกันเล็กน้อย ไม่ว่าจะในห้างหรือนอกห้างตัวแอร์มาจากโรงงานผู้ผลิตเดียวกัน!

แอร์มือสองอาจไม่ใหม่ แต่ทำความเย็นได้ เหมาะสำหรับผู้ต้องการความเย็นแบบประหยัด ข้อแนะนำจาก KodangAir “แอร์มือสอง ถ้าไม่ใช่แอร์ขนาดใหญ่ ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง มีเชื้อโรคอยู่ในเครื่องมือสอง”
หลังจากที่คุณพิจารณาข้อมูลอันยืดยาวทั้ง 8ข้อแล้ว มีอีก 1 ข้อที่เป็นคำถามยอดฮิตคือ ซื้อแอร์ยี่ห้อไหนดี? สูตรง่าย ๆ คือแอร์ยี่ห้อไหนที่ตอบโจทย์ ความเหมาะสม = คุณสมบัติ + ความต้องการ + ราคา นั่นคือแอร์ที่คุณควรเลือก
แล้วซื้อแอร์ตอนไหนถูกล่ะ คำตอบคือหน้าหนาว เป็นช่วง low season ของเครื่องปรับอากาศ และช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่น ดังนั้นถ้ารู้ว่าต้องซื้อแอร์แน่ๆ ก็วางแผนซื้อกันตั้งแต่เนิ่น ๆนะคะ
แนะนำแหล่งซื้อแอร์บ้านพร้อมติดตั้ง และดีลสุดคุ้ม

เทคนิคสวยเปล่งปลั่งเรืองรอง (Lisa)
นี่คือเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณดูสวยเรืองรองได้ทุกสถานการณ์
เติมไฮไลต์สีเรืองรอง คุณอาจใช้บรอนเซอร์หรือผลิตภัณฑ์ทำไฮไลต์ชนิดลิควิดก็ได้ โดยละเลงแต้มลงบนโหนกแก้ม โหนกคิ้ว หรือแม้แต่รอยหยักบนริมฝีปาก เพื่อช่วยให้ใบหน้าดูสว่างไสวขึ้น
ผสมรองพื้น เทคนิค ในการตบตาให้ผิวหน้าดูเนียนใสคือ ผสมมอยส์เจอไรเซอร์เข้ากับครีมรองพื้น วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้หน้าดูเปล่งปลั่งขึ้นแล้ว ผิวก็ยังชุ่มชื้นขึ้นด้วย
อายแชโดว์วิบวับ วิธีนี้เหมาะมากเวลาที่คุณไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหน เติมความแวววับเข้าไปในลุคของคุณด้วยอายแชโดว์สีเรืองรอง คุณอาจใช้สีเส้นสดใสหรือสีเรียบ ๆ ก็ได้
บลัชออนเนื้อครีม เก็บบลัชออนเนื้อแป้งไว้ใช้วันอื่นเถอะ เพราะบลัชออนเนื้อครีมจะช่วยเติมสีสันที่ดูสดใส แถมยังดูเปล่งปลั่งเรืองรองได้ดีกว่า โดยใช้นิ้วแตะเติมแล้วเกลี่ยให้กลืนหายไปกับสีผิว
เรื่องของปัสสาวะ
กฎ 14 ข้อที่ทุกคนต้องรู้ “คุณปัสสาวะเป็นและถูกต้องหรือไม่”

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อน เบ่งมากจนอาจจะเป็นสาเหตุทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้
3. ควรถ่ายปัสสาวะ ให้เหลือน้อยที่สุดใน 1 ครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้ว ให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา
4. ไม่ควรบังคับให้ตัวเองถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เพราะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมควรถ่ายปัสสาวะ หนึ่งครั้งทุก 2-4 ชั่วโมง
5. ให้สังเกต การถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่าต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ดูว่าน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ หรือออกมาเป็นหยดๆ ออกลำบาก น้ำปัสสาวะมีสีเหลือง ใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้
6. การล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ อย่าให้บริเวณนั้นเปียกแฉะ ชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้งต้องซับให้แห้ง
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเองเพราะอาจเกิดอันตรายได้
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกราน โดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด)
9. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี) จะช่วยทำให้น้ำปัสสาวะใสมีจำนวนพอดี และป้องกันภาวะอักเสบ

10. การมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้งจะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
11. น้ำปัสสาวะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่อง ไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติต้องไปพบแพทย์
13. คนเราต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.facebook.com/daikid.dhamma4u
สนับสนุนโดย ร้านกรีนเฮิร์บ @ livingclick.com 089 – 979 – 9902
ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และ สุขภาพของผู้หญิงยุคใหม่
คลิกเลยจร๊ะ
ทำงาน เครียด (สเต็ปต่อมาหน้าแก่ ไกลเกินเพื่อนสาว) โอ๊ยๆๆ นี่มันคืออะไร มันคือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ
เรื่องทำงานแล้วเจอปัญหาเครียดๆ พอทนได้ แต่เรื่องหน้าแก่ จุดนี้สิ ที่สีจะไม่ทนอีกต่อไป
นับวันอายุของเรายิ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่รีรอ หากหนังหน้าไม่แซงตัวเลขของอายุทิชชี่จะไม่โวยวายเลย แต่เมื่อมีเรื่องราวต่างๆ มารุมเร้า ทำให้ก่อความเครียดเป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วกระจายออกมาตามใบหน้า ทำให้ใบหน้าที่เคยละอ่อน ดุจดังเด็กสาวแรกรุ่นต้องมลายหายไป หรือเรียกง่ายๆ ตามภาษาชาวๆ ว่า “หน้าแก่” จนต้องใช้แอพแต่งรูปลวงโลกเข้าช่วย แต่พอเจอหน้าที่แท้จริงเป็นต้องร้องอร๊ากกกก ถ้าคุณเจอปัญหานั้นเช่นกัน รีบตามมาเลยค่ะ
จะพาคุณสาวๆ หนุ่มๆ ไปดูเคล็ดลับง่ายๆ ทำได้จริง เพื่อปกป้องผิวหน้าของคุณให้เด็ก อ่อนเยาว์อยู่เสมอไปพร้อมกันค่ะ
5 เคล็ดลับหน้าเด็ก แบบไม่เพิ่งแอพลวงโลก
1 พักผ่อนให้เพียงพอ
ข้อนี้ง่ายๆ แต่เชื่อว่าหลายคนไม่สามารถทำได้ เพราะติดงาน ติดมือถือ ติดแฟน หรือสารพัดจะติด จนทำให้เวลานอนน้อยลงแบบไม่รู้ตัว ลองปรับนาฬิกาชีวิตซะใหม่ เมื่อถึงเวลานอนก็เลิกติดทุกอย่างซะ แล้วหลับตา พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนเต็มที่ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวได้ รับรองว่าหน้าของคุณจะเด้งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวค่ะ
2 ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
อากาศหนาวๆ แบบนี้ หลายคนคงจะร้องยี้ เมื่อถูกน้ำเย็น แต่คุณรู้หรือไม่คะว่า นำเย็นนี่แหละเป็นตัวช่วยชั้นดี ลดการบวมของใบหน้าในตอนตื่นนอน ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น พร้อมทำสิ่งอื่นต่อไปอย่างกระปรี้ กระเปร่า เป็นเคล็ดลับที่สาวๆ เกาหลีและญี่ปุ่นใช้เป็นประจำ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ผิวพวกนางถึงดีเวอร์ๆ
3 แต่งหน้าช่วยได้
บอกเลยข้อนี้สำหรับสาวๆ เท่านั้นนะคะ สำหรับสาวๆ ที่ความเครียดทำให้คุณไม่มีอารมณ์ทำสิ่งใดๆ ลองหยิบเครื่องสำอางขึ้นมาเติมสีสันให้ชีวิต เป็นการบำบัดได้ดีเลยล่ะค่ะ จากสาวที่ดูหน้าแก่ โทรม ป้า เพียงแต่งหน้า คุณจะกลายร่างเป็นนางฟ้าหน้าสวยในทันที อ่อลืมบอกไป การแต่งหน้า ควรแต่งแบบบางเบา ดูเป็นธรรมชาติ จะดีที่สุดนะคะ เมื่อคุณมองตัวเองในกระจกแล้วหน้าสวยปิ๊ง คุณก็จะมีความสุข จึงเป็นการชะลอความแก่ของใบหน้าได้ค่ะ
4 เรื่องอาหารสำคัญ
อีกเรื่องที่คุณรู้ดีกันอยู่แล้วแต่มักทำไม่ค่อยได้คือ การรับประทานอาหารเช้าทุกวัน ลดอาหารประเภททอดและไขมัน กินผักผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง ลองหันมาทำเรื่องง่ายๆ พวกนี้ให้ได้ ผิวพรรณของคุณก็จะสดใสเปล่งปลั่ง ทำให้หน้าไม่แก่ก่อนวัยแล้วค่ะ
5 ดื่มน้ำอย่าให้ขาด
เป็นอีกเรื่องที่ง่ายมากๆ แต่ขาดการทำตามกัน ลองหาขวดน้ำติดตัว หรือวางไว้บนโต๊ะทำงาน นึกขึ้นได้ หยิบจิบดื่มสม่ำเสมอ น้ำจะเข้าไปช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นอีกด้วยนะคะ
5 ข้อง่ายๆ ข้างต้นนี้ บอกเลย หากทำอย่างสม่ำเสมอ ผิวหน้าของคุณก็จะเด็ก ละอ่อน ไม่ถูกเรียกว่าหน้าแก่ก่อนวัยแล้วค่ะ
ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.istockphoto.com/
ที่มา http://women.sanook.com/32533/
แน่นอนล่ะว่า รอยยิ้มของผู้หญิงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนพบเห็น ดังนั้นเราจะต้องมีวิธีดูแลฟันของเราให้สวยขาวแข็งแรง พร้อมที่จะฉีกยิ้มอันสดใส ให้กับคนอื่นได้หลงใหลกัน ว่าแต่ต้องกินอะไร…มาดูกันเลยค่ะ

เลือกมื้อที่จะกินคาร์โบไฮเดรต
อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต อย่าง แป้ง ข้าว ขนมปัง มักจะติดอยู่ในช่องระหว่างรากฟันหรือบริเวณเหงือก จากนั้นแป้งจะแตกตัวกลายเป็นน้ำตาล มีแบคทีเรียก ทำให้เกิดคราบและอาจเกิดโรคเหงือกได้ รวมไปถึงทำให้เกิฟันผุ ดังนั้นสำหรับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตควรกินในมื้ออาหารใหญ่ๆ อย่าง เช้า กลางวัน เย็น เท่านั้น หลีกเลี่ยงที่จะทานในระหว่างมื้อ เพราะในมื้ออาหารหลัก เราจะหลั่งน้ำลายออกมามาก เศษอาหารจึงถูกชะล้างไปโดยง่ายดาย นั่นเองค่ะ
ควรดื่มชาเป็นประจำ
ไม่ว่าจะเป็นชาดำหรือชาเขียว จะมีสารโพลีเฟอนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชที่ช่วยป้องกันไม่ให้คราบหินปูนมาเกาะที่ฟัน จึงช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุหรือโรคเหงือก นอกจากนี้ มันยังมีสามารถลดกลิ่นปากด้วยคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่น แถมชาส่วนใหญ่ยังมีฟลูออไรด์ที่ได้มาจากใบชา จึงมีประโยชน์ปกป้องเคลือบฟันด้วย
กินวิตามีนซีเพียงพอ
วิตามซีเปรียบเสมือนปูนที่เชื่อมเซลล์ต่างๆ เข้าด้วยกัน มันจำเป็นต่อผิวเช่นเดียวกับเนื้อเยื่อของเหงือก โดยคนที่กินวิตามินซีน้อยกว่า 60 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีโอกาสเป็นโรคเหงือกสูงกว่าคนที่กิน 180 มิลลิกรัมหรือมากกว่า ถึง 25% ดังนั้นวิตามินซี เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดูแลฟันให้แข็งแรง
แค่ 3 วิธีง่ายๆ แค่นี้ รับรองค่ะ ว่าฟันคุณจะสวยสดใส แข็งแรง พร้อมที่จะยิ้มแฉ่งแจกความสดใสแน่นอน ^^
เนื้อหาโดย นิตยสาร Woman Plus

หลายคนมีปัญหากับการทาเล็บ เรียกได้ว่าอยากสวยต้องยอมเสียเงินเข้าร้านทำเล็บแพงๆ ไม่กล้าที่จะแต่งเล็บทาเล็บด้วยตัวเอง แต่อันที่จริงแล้ว การทาเล็บเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว . .. เพียงแค่ต้องมีเทคนิคการทาเล็บสักเล็กน้อยค่ะ จะง่ายแค่ไหน มาดูกันเลยยยยย !!!

เทคนิคการทาเล็บ
– บีบน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงในอ่างน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วนำมือลงไปแช่ จะช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มขึ้น
– ใช้น้ำยารองพื้นทาเล็บในชั้นแรก เพื่อเป็นการดูแลเล็บขั้นต้น เพราะหากเราทาเล็บสีจัด จะทำให้เล็บเหลืองได้
– การลงสีทาเล็บ ไม่ควรป้ายเกิน 3 ครั้ง เพราะสีจะจับเป็นก้อนไม่เรียบเสมอกัน และอย่าลงสีเล็บเกิน 2 ชั้นเพราะจะดูหนาจนเกินไป
– หลังจากลงสีทาเล็บเรียบร้อยแล้ว ควรปิดท้ายด้วยการทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพราะจะช่วยเพิ่ม ความเงางาม วิบวับให้กับเล็บ และยังป้องกันสีเล็บจางจากแสงแดดได้
Tips
การเก็บน้ำยาทาเล็บที่ดี ให้อยู่กับเราได้นานๆ จะต้องปิดฝาให้สนิท และเก็บไว้ในที่เย็น ห่างไกลแสงแดด อย่างเช่น ช่องเล็กในตู้เย็น การเลือกยาทาเล็บ ควรดู ส่วนผสมด้วย นั่นคือ ยาทาเล็บที่ดีไม่ควรมีแอลกอฮอล์ เพราะว่าแอลกอฮอล์จะเป็นตัว ทำให้ผิวเล็บแห้ง และเปราะง่าย
การเลือกสียาทาเล็บให้เหมาะกับสีผิว
สาวผิวขาวอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมส้ม สีน้ำตาลทองสว่าง หรือสีสดๆ
สาวผิวขาวอมชมพู : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมน้ำตาล สีชมพูอมม่วง หรือสีโทนเย็น
สาวผิวคล้ำอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีน้ำตาลทองเข้ม สีแดงสดหรือสีทอง
สาวผิวคล้ำหรือดำแดง : เหมาะกับยาทาเล็บสีแดงเข้ม สีชมพู
เนื้อหาโดย นิตยสาร Woman Plus
